prp ปลูกผม: นวัตกรรมฟื้นฟูรากผมด้วยเกล็ดเลือดเข้มข้น

ปัญหาผมร่วง ผมบาง และหนังศีรษะล้าน เป็นเรื่องที่บั่นทอนความมั่นใจของผู้คนในทุกช่วงวัย ในปี 2025–2026 เทคโนโลยีทางการแพทย์ได้ก้าวล้ำไปสู่การรักษาแบบ Regenerative Medicine หรือการใช้กลไกธรรมชาติของร่างกายมารักษาตัวเอง ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดและมีงานวิจัยรองรับอย่างแพร่หลายคือการทำ prp ปลูกผม (Platelet Rich Plasma)

ทำความรู้จักกับ PRP คืออะไร?

PRP (Platelet Rich Plasma) คือ การนำเลือดส่วนตัวของผู้เข้ารับการรักษามาผ่านกระบวนการปั่นแยกด้วยเครื่องเหวี่ยงสารความเร็วสูง (Centrifuge) เพื่อคัดแยกเฉพาะส่วนที่เป็นพลาสม่าที่มีเกล็ดเลือดความเข้มข้นสูง (Concentrated Platelets) ซึ่งอุดมไปด้วย Growth Factors หลากหลายชนิด ในเกล็ดเลือดจะมีโปรตีนสำคัญที่เป็นตัวกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ (Growth Factors) เช่น:

  • PDGF (Platelet-Derived Growth Factor)
  • TGF-β (Transforming Growth Factor-beta)
  • VEGF (Vascular Endothelial Growth Factor) – ช่วยสร้างหลอดเลือดใหม่เพื่อนำสารอาหารไปเลี้ยงรากผม
  • EGF (Epidermal Growth Factor)

สารเหล่านี้ทำหน้าที่กระตุ้น Stem Cell บริเวณรากผมให้เกิดการแบ่งตัว ซ่อมแซมเซลล์ที่เสื่อมสภาพ และกระตุ้นให้เส้นผมเข้าสู่ระยะการเจริญเติบโต (Anagen Phase) ได้ยาวนานขึ้น

ขั้นตอนการทำ prp ปลูกผม อย่างละเอียด

กระบวนการทำ prp ปลูกผม มีขั้นตอนที่เน้นความสะอาดและแม่นยำ เพื่อให้ได้เกล็ดเลือดที่มีคุณภาพสูงสุด ดังนี้:

  • การเจาะเลือด: แพทย์จะทำการเจาะเลือดจากข้อพับแขนประมาณ 8–10 ซีซี
  • การใช้หลอดเก็บเลือดพิเศษ (BCT Tube): เลือดจะถูกเก็บในหลอด Blood Cell Therapy (BCT) ที่มีสาร Sodium Citrate ซึ่งมีค่า pH เป็นกลาง (pH = 7) ช่วยป้องกันการแข็งตัวของเลือดโดยไม่ทำลายคุณภาพเกล็ดเลือด ทำให้ไม่รู้สึกแสบขณะฉีด
  • กระบวนการปั่นแยก (Centrifugation): นำเลือดเข้าเครื่องเหวี่ยงสารเพื่อแยกชั้นพลาสม่าให้ได้เกล็ดเลือดที่เข้มข้นกว่าเลือดปกติ 3–5 เท่า
  • การฉีดกลับ (Injection): แพทย์จะฉีด PRP ที่สกัดได้เข้าสู่ชั้นหนังแท้บริเวณที่มีปัญหาผมบางหรือรากผมอ่อนแอ

PRP ปลูกผม เหมาะกับใครและช่วยเรื่องอะไรบ้าง?

แม้ว่า PRP จะสามารถใช้รักษาผิวหน้าเพื่อลดริ้วรอยได้ แต่คุณสมบัติเด่นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการแก้ปัญหาเรื่องเส้นผม:

  • ผู้ที่มีปัญหาผมร่วงพันธุกรรม: ช่วยชะลอการฝ่อตัวของรากผม
  • ผู้ที่มีผมบางจากสภาวะความเครียดหรือขาดสารอาหาร: กระตุ้นให้เส้นผมที่เกิดใหม่มีความหนาและแข็งแรงขึ้น
  • การบำรุงหลังปลูกผมถาวร (FUE/FUT): ช่วยให้กราฟผมที่ปลูกใหม่ติดทนและแผลหายเร็วขึ้น
  • ฟื้นฟูเซลล์รากผม: เพิ่มการไหลเวียนโลหิตบริเวณหนังศีรษะ ทำให้เส้นผมได้รับสารอาหารดีขึ้น

Note: การทำ PRP ไม่ใช่การสร้างรากผมใหม่ในบริเวณที่ล้านเลี่ยนไปแล้ว แต่เป็นการ “ฟื้นฟู” และ “บำรุง” รากผมเดิมที่มีอยู่ให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง

PRP ทำกี่ครั้งถึงจะเห็นผล?

สำหรับการทำ prp ปลูกผม ผลลัพธ์จะเริ่มสังเกตเห็นได้ชัดเจนขึ้นหลังจากทำไปแล้วประมาณ 2–3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างกันทุก 4-6 สัปดาห์ ทั้งนี้ ผลการรักษาขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะบุคคล เช่น อายุ พฤติกรรมการใช้ชีวิต และความสม่ำเสมอในการเข้ารับบริการ

ความปลอดภัยและผลข้างเคียง

เนื่องจาก PRP สกัดมาจากเลือดของผู้เข้ารับการรักษาเอง จึง ไม่มีความเสี่ยงต่ออาการแพ้ (Non-allergic) และไม่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากการปฏิเสธเนื้อเยื่อ อาจพบเพียงรอยช้ำเล็กน้อยหรือความรู้สึกตึงบริเวณที่ฉีด ซึ่งจะหายไปเองภายใน 2–3 วัน

การดูแลตัวเองหลังทำ prp ปลูกผม: เคล็ดลับล็อคความแข็งแรงให้รากผม

เพื่อให้ Growth Factor จากการทำ prp ปลูกผม ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและกระตุ้นการเกิดใหม่ของเส้นผมได้ดีที่สุด การปฏิบัติตัวหลังรับบริการมีความสำคัญไม่แพ้ขั้นตอนการฉีดครับ

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ prp ปลูกผม

A: ในขั้นตอนการฉีดอาจมีความรู้สึกตึงหรือเจ็บเล็กน้อยคล้ายการฉีดยาทั่วไปครับ แต่แพทย์จะมีการประคบเย็นหรือแปะยาชาเพื่อช่วยลดความรู้สึกเจ็บให้เหลือน้อยที่สุด คนไข้ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า “เจ็บในระดับที่ทนได้” และใช้เวลาฉีดเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นครับ

A: โดยปกติแนะนำให้ทำต่อเนื่องอย่างน้อย 3-5 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างกันทุก 4-6 สัปดาห์ ครับ ทั้งนี้คนไข้จะเริ่มสังเกตเห็นว่าผมร่วงน้อยลงในครั้งที่ 1-2 และจะเริ่มเห็นเส้นผมใหม่หนาขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงเดือนที่ 3-6 ของการรักษา

A: ผลลัพธ์สามารถอยู่ได้นาน 12-18 เดือน ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองและสภาพปัญหาเดิมของคนไข้ครับ เพื่อรักษาผลลัพธ์ให้คงอยู่ถาวร แพทย์มักแนะนำให้กลับมาทำ Maintenance หรือฉีดกระตุ้นซ้ำทุกๆ 6 เดือน หรือ 1 ปี ครับ

A: แม้ว่า PRP จะมีความปลอดภัยสูง แต่ไม่แนะนำสำหรับ:

  • ผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำผิดปกติ
  • ผู้ที่มีการติดเชื้อรุนแรงหรือมีแผลสดบริเวณหนังศีรษะ
  • ผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง หรือโรคตับเรื้อรัง
  • ผู้ที่กำลังรับประทานยาละลายลิ่มเลือด (ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับบริการ)

A: ทำได้และแนะนำอย่างยิ่งครับ!
การทำทั้งสองอย่างร่วมกันจะเกิดผลลัพธ์แบบ Synergy Effect โดย PRP จะให้สารอาหาร (Growth Factor) แก่รากผม ส่วนการฉายแสง (Red Light Therapy) จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดและเร่งการเผาผลาญในเซลล์ ทำให้รากผมดูดซึมสารอาหารจาก PRP ได้ดียิ่งขึ้นครับ